FANDOM


คิเมร่า คือเผ่าพันธุ์พิเศษที่มีรูปร่างภายนอกใกล้เคียงกับมนุษย์ แม้มนุษย์จะเพิ่งรู้จักตัวตนของคิเมร่าไม่นาน แต่คิเมร่าก็ดำรงชาติพันธุ์แทรกซ้อนไปกับประวัติศาสตร์ของอารยธรรมมนุษย์มานานแล้ว

ประวัติศาสตร์คิเมร่า แบ่งออกได้ทั้งหมดห้ายุค คือยุคแรก (ยุคเริ่มต้น) ยุคที่สอง (ยุคตกต่ำ) ยุคที่สาม (ยุคเปิดเผยตัว หรือยุคอะโพคาลิปส์) ยุคที่สี่ (ยุคฟื้นฟู) และยุคที่ห้า (ยุคปัจจุับัน)

ยุคแรกEdit

คิเมร่าอพยพมาถึงดาวโลกเมื่อ 8000 ก่อนคริสตกาลเนื่องจากดาวแม่ถูกทำลาย และเข้ามาสร้างอารยธรรมที่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าต่างๆในโลก โดยลงหลักปักฐานที่แอตแลนติสเป็นที่แรกและเริ่มเดินทางไปทวีปต่างๆเพื่อสอนมนุษย์ให้รู้จักการทำปฏิฑิน การก่อสร้าง สถาปัตยกรรมที่เหมาะกับสภาพภูมิประเทศและอากาศ

การเดินทางของคิเมร่าสมัยก่อนนั้น จะใช้ยานพาหนะที่มีรูปร่างคล้ายเรือดำน้ำ (ดังที่มีการแกะสลักภาพไว้บนพีระมิดของชาวมายัน) อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้รูปลักษณ์ของเทพเจ้าต่าง ๆ ของชาวอียิปต์อีกด้วย แต่เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อชาวคิเมร่าชั้นสูงรู้ตัวว่าจะเกิดภัยพิบัติ จึงพากันอพยพออกจากโลกอีกครั้ง (ถึงแม้จะมีบางส่วนที่ย้ายถิ่นฐานไปยังดินแดนกรีกโบราณ) และปล่อยให้ชาวคิเมร่าจำนวนหนึ่งพร้อมกับทวีปแอตแลนติสถูกทำลาย

ยุคที่สองEdit

หลังจากการล่มสลายของแอตแลนติส คิเมร่าที่เหลืออยู่ก็ต้องหลบซ่อนและแฝงตัวอยู่ในหมู่มนุษย์ แม้จะมีรูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่าง แต่ด้วยสติปัญญาและความสามรถพิเศษทางจิตที่มีอยู่เดิม ทำให้คิเมร่าได้รับการยอมรับในหมู่มนุษย์ส่วนใหญ่ในฐานะนักปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์

ต่อมาตั้งแต่ปีคริสตศักราช 1200 จึงเริ่มเข้าสู่ยุคมืด ผู้คนเริ่มหวาดกลัวความสามารรถของคิเมร่าและเข้าใจว่าเป็นแม่มด จึงมีการออกล่าแม่มดครั้งใหญ่จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 50000 คน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น

จากนั้นคิเมร่าจึงต้องหลบซ่อนและปกปิดสถานะที่แท้จริงของตนเรื่อยมา และสิ้นสุดในปี 2200

ยุคที่สามEdit

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2174 เกิดการสู้รบแย่งชิงทรัพยากรต่างๆบนโลก เกิดสงครามนิวเคลียร์ที่รุนแรงที่สุด ระบบรัฐล่มไปและกลายเป็นยุคมืดขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากสงครามจบในปี 2200 แล้ว มนุษยชาติก็เริ่มใช้ศักราชใหม่ โดยเริ่มนับเป็นปี 0000 โดยเป็นช่วงที่มนุษย์อ่อนแอที่สุดทั้งด้านทรัพยากร การปกครอง และสติปัญญา

คิเมร่าเห็นว่าเป็นการดี จึงค่อย ๆ เป็นฝ่ายเปิดเผยตัว จนกระทั่งไปปะทะกับมนุษย์อีกกลุ่ม ซึ่งยังเหลือทรัพยากรและสติปัญญาอยู่ และกำลังจะยึดครองดินแดนต่าง ๆ เช่นกัน คิเมร่าต้องการหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ จึงเริ่มทำสัญญากับมนุษย์โดยยังคงปกปิดตัวตนอยู่ และยอมแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาของตนกับทรัพยากรต่างๆของมนุษย์ แล้วทั้ง 2 ฝ่ายก็ยอมตกลงแบ่งการปกครองฝ่ายละครึ่ง ช่วงนี้จะกินเวลาช่วง 100 - 150 ปี ยุคมืดสิ้นสุดลง เมื่อสังคมมนุษย์ส่วนใหญ่ กลับมามีอารยธรรมขั้นต้นอีกครั้ง

ยุคที่สี่Edit

เพื่อการฟื้นฟูอารยธรรมที่เร็วที่สุด พวกคิเมร่าก็เสนอ "เทคโนโลยีจินตภาพ" ขึ้นมา ด้วยเทคโนนี้ จะทำให้มนุษย์ดึงภูมิปัญญาจากอดีตมาได้ทั้งหมด และเริ่มลองให้ประชาชนทั่วไปซึ่งมีฐานะสูงขึ้นมาได้ใช้กัน โดยที่ตอนแรก เทคโนโลยีนี้ยังไม่ก่อผลอะไรมากนักจนทำให้มนุษย์ตายใจ จนเมื่อมนุษย์เริ่มแสดงความสนใจเยอะเข้า ก็เริ่มมีข่าวลือว่าคิเมร่าเริ่มแผนสะกดจิตผ่านพวกอุปกรณ์ต่างๆจนกระทั่งหัวหน้าของฝ่ายมนุษย์รู้ตัวจึงประกาศสงครามกัน เมื่อประกอบกับช่วงนี้มนุษย์ได้ให้กำเนิดแอนดรอยด์ขึ้นมาสำเร็จพอดี และเพราะมีแอนดรอยด์ ที่คิเมร่าทำอะไรแทบไม่ได้ มนุษย์จึงชนะสงครามในที่สุด และบีบให้คิเมร่ากลายเป็นชนชั้นล่างไปทั้งที่เป็นผู้บริสุทธิ์

เนื่องจากความทระนงในเชื้อชาติเดิม ชาวคิเมร่าจึงตัดสินใจที่จะเขียนประวัติศาสตร์ของช่วงเวลานี้โดยตั้งชื่อว่า ‘ยุคอะโพคาลิปส์’ ซึ่งมีความหมายว่าการเปิดเผย (revealation) ในภาษากรีก มิใช่หายนะ หรือภัยพิบัติอย่างที่หลายคนเข้าใจ

กระนั้น คำว่า apocalypse ที่ชาวคิเมร่าใช้นั้นอาจจะหมายความว่าจุดจบของยุคสงครามสงคราม และการยุติความสัมพันธ์ก็ได้

ยุคที่ห้า Edit

ยุคปัจจุบัน คิเมร่ากลายเป็นชนชั้นล่างสำหรับ 'โลกใหม่' และด้วยสถานะที่ต่ำต้อยนี้เอง คิเมร่าจึงยังไม่เป็นที่ยอมรับจากแอนดรอยด์และมนุษย์บางกลุ่ม

False Awakening copy ประวัติศาสตร์คิเมร่า เป็นบทความที่ยังไม่สมบูรณ์ ต้องการตรวจสอบ เพิ่มเนื้อหา หรือจัดเข้าหมวดหมู่ คุณสามารถช่วยเพิ่มเติมหรือแก้ไข เพื่อให้สมบูรณ์มากขึ้น
ข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์คิเมร่า ในความหมายอื่นหรือมาจากแหล่งที่มาอื่น อาจสามารถช่วยเขียนเพิ่มเติมอธิบายได้
Community content is available under CC-BY-SA unless otherwise noted.